วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

รัมเปลสติลล์สกิน

รัมเปลสติลล์สกิน (Rumpelstiltskin)

สำหรับนิทานเรื่องนี้เนื้อหาจะไม่ค่อยเยอะ(แต่ก็อยากลงโพสต์อยู่ดี^ ^)
เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่สนุก แต่ส่วนใหญ่อาจไม่เคยได้ฟังมาก่อนหน้านี้
________________________________________________________________


เวอร์ชั่นที่คุณรู้ : เรื่องนี้คนไทยอาจไม่รู้จักเท่าไหร่ แต่ถ้าอ่านก็อาจคุ้นๆ
(Illustration of Rumpelstiltskin from Andrew Lang's The Blue Fairy Book, ca. 1889)
คือกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เจ้าของโรงสีมีลูกสาวสวยที่สามารถม้วนฟางให้เป็นทอง จนเรื่องนี้
เข้าหูพระราชาโลภมากเข้า เลยจับขังหอคอยและบอกให้เธอปั่นทองให้ได้เท่านี้ถ้าทำไม่ได้เอ็งตายอย่างเขียด แต่ใครเอยจะบ้าทำได้ ในขณะที่หญิงสาวกำลังกลุ่มอยู่นั้นคนแคระก็มาหา มันเสนอแลกเปลี่ยนกับการแลกบุตรที่เธอคลอดคนแรกให้กับมัน และจะช่วยให้เด็กสาวสมปรารถนา
จนกระทั่งเด็กสาวทำสำเร็จ ได้แต่งงานกับพระราชาโลภมาก(ดีไหมนั่น) มีบุตรคนแรก และคนแคระก็มารับเด็กตามข้อตกลงแต่เด็กสาวกลับคำ คนแคระเลยเพิ่มข้อแลกเปลี่ยนเพิ่มโดยทายชื่อเขาให้ถู ก โดยมีเวลา 3 วัน (บางเล่มบอกว่าให้ทายแค่ 3 ชื่อในเวลา 3 วัน) เจ้าหญิงเดาชื่อคนแคระไปเรื่อยๆ ทั้ง 2 วันก็ไม่ถูกสักทีจนกระทั่งมีคนผ่านไปแอบได้ยินมนุษย์แคระที่ร้องเพลงบอกชื่อของตนว่าเขาชื่อ
“รัมเปลสติลล์สกิน”คนผ่านมาเลยไปบอกเจ้าหญิง และสุดท้ายคนแคระเลยอดได้เด็ก

...
.........
..............
.....................
...........................

เนื้อหาต่อจากนี้ก็คือเรื่องที่ว่ากันว่าเป็นเบื้องหลัง(อันแสนโหดร้าย)
ของนิทานเรื่องนี้...
 
รู้จักพี่น้องกริมม์หรือเปล่า พวกเขาคือคนแต่งนิทานเทพนิยายที่โด่งดังไงละ เช่น หนูน้อยหมวกแดง, สโนว์ไวท์ฯ, ซินเดอเรลล่า ฯลฯ
แต่... คุณรู้หรือเปล่าว่าเบื้องหลังนิทานเหล่านั้น มันมีต้นกำเนิด..มันเป็นนิทานพื้นบ้านของยุโรป ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่น ซึ่งเนื้อหานี้เหลื่อเชื่อมากว่าเป็นนิทานก่อนนอนสำหรับเด็กและโครงเรื่อง แสนลึกล้ำยากจะจินตนาการดู ว่ากันว่า พี่น้องตระกูลกริมม์เคยคิดเอาโครงเรื่องนิทานพวกนี้มาแต่งให้คงเอกลักษณ์รส ชาติเดิมไว้ ผลก็คือ... ทางสำนักพิมพ์ก็บอกว่าเอาไปแต่งใหม่ดีกว่าเพราะเนื้อหาของมันไม่เหมาะต่อ เยาวชนเด็กและสตรีเพราะ มีแต่ความรุนแรง โหดร้าย ทารุณ เซ็กซ์ ก่อนที่จะถูกแปลงให้สะอาดและตัดทอนเนื้อหาที่รุนแรง โหดร้ายลง

รัมเปลสติลล์สกิน : ตัดเป็นชิ้นๆ , ตาย (Rumpelstiltskin: Dismemberment, Dead Toddlers)


เวอร์ชั่นเดิม :ที่มาของเรื่องนี้นั้น เป็นเรื่องที่เล่าปากต่อปากจนกระทั่งพี่น้องตระกูลกริมม์นำมาแต่งใหม่
ซึ่งเวอรชั่นเดิมนั้นหญิงสาวไม่สามารถหาชื่อจริงของคนแคระคนนี้ได้เลย จนสุดท้ายเธอแก้ปัญหานี้
โดยต้องเอาลูกคนอื่นสวมรอย พอคนแคระจับได้มันเลยวิ่งจับลูกคนแรกของเด็กสาว(รวมถึงเด็กสาวด้วย)
กระทืบเท้าจนขาคนแคระจมพื้นดิน
จากนั้นคนแคระกระชากขาและแขนเธอและลูกจนฉีกขาด ซึ่งทหารผู้พิทักษ์ทั้งหมดต้องมาเอาคนแคระออก แต่สายไปเสียแล้วเพราะสิ่งที่เหลือจากนั้นคือซากของเด็กสาวและลูกที่ตายคาที่ เหมือนก้อนเนื้อ
จนมีคำถามตามมาว่าคนแคระนั้นคือซอมบี้สัตว์ประหลาดปลอมตัวหรือเปล่า


ขอบคุณ



......ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาชมค่ะ......




Cinderella

Cinderella


PAGE 4

นิทานเรื่องซินเดอเรลล่าฉบับภาษาอังกฤษค่ะ
__________________________________________________________________

 
Once upon a time there lived an unhappy young girl. Her mother was dead and her father had married a widow with two daughters. Her stepmother didn't like her one little bit. All her kind thoughts and loving touches were for her own daughters. Nothing was too good for them - dresses, shoes, delicious food, soft beds, and every home comfort.

But, for the poor unhappy girl, there was nothing at all. No dresses, only her stepsisters’ hand-me-downs. No lovely dishes, nothing but scraps. No rest and no comfort. She had to work hard all day. Only when evening came was she allowed to sit for a while by the fire, near the cinders. That’s why everybody called her Cinderella.

 
Cinderella used to spend long hours all alone talking to the cat. The cat said, . Miaow. , which really meant, . Cheer up! You have something neither of your stepsisters has and that is beauty.. It was quite true. Cinderella, even dressed in old rags, was a lovely girl. While her stepsisters, no matter how splendid and elegant their clothes, were still clumsy, lumpy and ugly and always would be.


One day, beautiful new dresses arrived at the house. A ball was to be held at the palace and the stepsisters were getting ready to go. Cinderella didn't even dare ask if she could go too. She knew very well what the answer would be: . You? You're staying at home to wash the dishes, scrub the floors and turn down the beds for your stepsisters. They will come home tired and very sleepy.. Cinderella sighed, . Oh dear, I'm so unhappy!. and the cat murmured . Miaow..


Suddenly something amazing happened. As Cinderella was sitting all alone, there was a burst of light and a fairy appeared. . Don't be alarmed, Cinderella,. said the fairy. . I know you would love to go to the ball. And so you shall!. . How can I, dressed in rags?. Cinderella replied. . The servants will turn me away!.

The fairy smiled. With a flick of her magic wand Cinderella found herself wearing the most beautiful dress she had ever seen. . Now for your coach,. said the fairy; "A real lady would never go to a ball on foot! Quick! Get me a pumpkin!. . Oh of course,. said Cinderella, rushing away. Then the fairy turned to the cat. . You, bring me seven mice, and, remember they must be alive!.

Cinderella soon returned with the pumpkin and the cat with seven mice he had caught in the cellar. With a flick of the magic wand the pumpkin turned into a sparkling coach and the mice became six white horses, while the seventh mouse turned into a coachman in a smart uniform and carrying a whip. Cinderella could hardly believe her eyes.


Cinderella had a wonderful time at the ball until she heard the first stroke of midnight! She remembered what the fairy had said, and without a word of goodbye she slipped from the Prince. s arms and ran down the steps. As she ran she lost one of her slippers, but not for a moment did she dream of stopping to pick it up! If the last stroke of midnight were to sound... oh... what a disaster that would be! Out she fled and vanished into the night.

The Prince, who was now madly in love with her, picked up the slipper and said to his ministers, “Go and search everywhere for the girl whose foot this slipper fits. I will never be content until I find her!”
So the ministers tried the slipper on the foot of every girl in the land until only Cinderella was left.


That awful untidy girl simply cannot have been at the ball,. snapped the stepmother. . Tell the Prince he ought to marry one of my two daughters! Can't you see how ugly Cinderella is?. But, to everyone. s amazement, the shoe fitted perfectly.

Suddenly the fairy appeared and waved her magic wand. In a flash, Cinderella appeared in a splendid dress, shining with youth and beauty. Her stepmother and stepsisters gaped at her in amazement, and the ministers said, "Come with us Cinderella! The Prince is waiting for you." So Cinderella married the Prince and lived happily ever. As for the cat, he just said "Miaow!"



Thank for Credit :

http://www.bgfl.org/bgfl/custom/resources_ftp/client_ftp/ks1/english
/story_telling/cinderella/cinderella1.htm


ซินเดอเรลล่า


ซินเดอเรลล่า (Cinderella)

นี่เป็นนิทานเรื่องที่ 2 แล้วค่ะ ซินเดอเรลล่า(ถ้าจะพูถึงนิทานละก็ขาดเรื่องนี้ไม่ได้นะ)
ตอนเด็กๆชอบจะตาย >U< ฟังนิทาน+ดูการ์ตูนเรื่องนี้ด้วยแหละ
ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยค่ะ
(ขออภัยที่ภาพน้อยไปค่ะ)T^T
___________________________________________________________________



โครงเรื่องของซินเดอเรลล่าน่าจะมีกำเนิดมาแต่ยุคสมัยคลาสสิก นักประวัติศาสตร์กรีกชื่อ สตราโบ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ จีโอกราฟิกา เล่ม 17 ตั้งแต่ราวหนึ่งร้อยปีก่อนคริสตกาล ถึงเรื่องราวของเด็กสาวลูกครึ่งกรีก-อียิปต์ผู้หนึ่งชื่อ โรโดพิส (Rhodopis) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเนื้อเรื่องที่เก่าแก่ที่สุดของซินเดอเรลล่า โรโดพิส (ชื่อมีความหมายว่า "แก้มกุหลาบ") ต้องอยู่ซักเสื้อผ้ามากมายขณะที่เหล่าเพื่อนหญิงรับใช้พากันไปเที่ยวงานเต้นรำซึ่งฟาโรห์อามาซิสทรงจัดขึ้น นกอินทรีย์นำรองเท้าของเธอที่ประดับกุหลาบไปทิ้งไว้ที่เบื้องบาทของฟาโรห์ในนครเมมฟิส พระองค์ตรัสให้สตรีในราชอาณาจักรทดลองสวมรองเท้านี้ทุกคนเพื่อหาผู้สวมได้พอเหมาะ โรโดพิสสวมได้พอดี ฟาโรห์ตกหลุมรักเธอและได้อภิเษกสมรสกับเธอ ต่อมาเนื้อเรื่องนี้ปรากฏอีกครั้งในงานเขียนของเคลาดิอุส ไอเลียนุส (Claudius Aelianus) แสดงให้เห็นว่าโครงเรื่องซินเดอเรลล่าเป็นที่นิยมมาตลอดยุคคลาสสิก บางทีจุดกำเนิดของตัวละครอาจสืบย้อนไปได้ถึงช่วง 600 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งมีสตรีในราชสำนักทราเซียน (Thracian) คนหนึ่งใช้ชื่อเดียวกันนี้ และเป็นผู้รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีกับ อีสป นักเล่านิทานยุคโบราณ
_________________________________________________________________________




บ้านหลังงามที่ตั้งอยู่ท่ามกลางดงดอกไม้นานาพรรณ ที่กำลังส่งกลิ่น หอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณเป็นของพ่อม่ายหนุ่มรูปงามผู้มั่งมีคนหนึ่ง เขาครองตัวเป็นโสดอยู่มาได้นานวัน นับจากที่ภรรยาสุดที่รัก ของเขา ได้เสียชีวิตลง เหตุเป็นเพราะเขารักลูกสาวคนเดียวของเขามาก เธอเป็น เด็กหญิงที่มีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่ยิ่ง เธอคนนั้นมีนามว่า " ซินเดอเรลล่า "
แต่แล้วอยู่ต่อมาไม่นาน พ่อม่ายรูปงามก็เกิดทนความเหงาไม่ได้ เขาได้ตกลงใจแต่งงานใหม่กับหญิงม่ายนางหนึ่ง และทางฝ่ายนั้นก็ได้มีลูกติด มาด้วยถึงสองคน แรก ๆ ทั้งแม่เลี้ยง และลูกสาวของหล่อนต่างก็ทำเป็นรักและเอ็นดู ซินเดอเรลล่าอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ก็เฉพาะแต่ในยามที่อยู่ต่อหน้าบิดาของเธอเท่านั้น นานวันเข้า ความงามของซินเดอเรลล่าก็จะดูฉายชัดและ ล้ำหน้ามากไปกว่าสองสาวลูกสาว ของนางขึ้นมาเรื่อยๆ ความเอ็นดูจึงแปรเปลี่ยนไป จนกลายมาเป็นความริษยา และความเกลียดชังไปในที่สุด....
เมื่อบิดาของซินเดอเรลล่าได้ล้มป่วย และต้องมาตายจากไปก่อนวัย อันสมควรอย่างนั้นด้วยแล้ว ทุกอย่างจึงดูเหมือนกับว่าจะเข้าข้างนางแม่เลี้ยงและ สองสาวพี่น้องที่จะได้แกล้งให้ซินเดอเรลล่าให้จมอยู่แต่ในครัว โดยเปลี่ยนสภาพ มาเป็นยิ่งกว่าคนใช้ เพราะนางแม่เลี้ยงได้ไล่คนใช้ในบ้านให้ออกไปทั้งหมด และนางได้ยกงานบ้านทุกอย่างให้เป็นของซินเดอเรลล่าไปโดยปริยาย....ดังนั้น ซินเดอเรลล่าจึงได้แต่วิ่งวุ่นหน้าเป็นมันอยู่แต่ที่ในครัว หัวหูยุ่งเหยิงไปหมดกับ การทำงานบ้านทั้งวันและทุกวัน ไม่ได้ออกไปไหนมาไหนกับใครเขา จนอาจที่ จะพูดได้ว่าหากเป็น คนที่เพิ่งรู้จักกับครอบครัวนี้ ก็จะนึกว่า ครอบครัวนี้มีลูกสาว อยู่เพียงสองคน กับคนรับใช้สาวแสนสวยอีกคนหนึ่งเท่านั้น
 วันหนึ่งพระราชาผู้ครองเขตแดนได้ประกาศจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองขึ้น บรรดาสาวงามทั่วทั้งอาณาจักรได้รับเชิญให้เข้าไปร่วมในงาน เพื่อให้เจ้าชาย รูปงามเลือกเป็นพระชายา สองสาวพี่-น้องก็ได้รับเชิญให้ไปในงานเลี้ยงครั้งนี้ กับเขาด้วย ตามปกติหลังจากที่เสร็จงานในครัวแล้ว
ซินเดอเรลล่ามักจะออกไปนั่งเล่นอยู่ที่สวน หลังบ้านเสมอ แต่วันนี้... พี่สาวทั้งสองของเธอไม่ยอมเปิดโอกาสให้เธอได้พักผ่อน เอาเสียเลย ด้วยเพราะทั้งสองได้เรียกซินเดอเรลล่าให้เข้าไปช่วย เตรียมเสื้อผ้า โดยบอกว่า
" ฉันสองคนจะไปงานเลี้ยงในวัง เตรียมรีดชุดให้ด้วย " หลังจากนั้น ทั้งสองก็คุยกันถึงงานที่จะมีในไม่ช้านั้นอย่างตื่นเต้น ต่างก็หวังใจว่า ถ้าเผื่อโชคดี บางทีเจ้าชายจะเชิญเธอ ทั้งสองเต้นรำก็อาจเป็นได้...ทั้งสองฝันหวานกันอย่าง มากเลยทีเดียว....
 และแล้วก็ถึงวันงานที่สองสาวพี่-น้องรอคอยมาถึง ทั้งสองเรียกซินเดอเรลล่า แบบรีบเร่งว่า
" เร็วเข้า เอาเสื้อผ้าที่พวกเราเตรียมไว้มาเร็ว ๆ เข้าสิ..มัวแต่ชักช้าอยู่นั่นแหละ แล้วก็รีบมาทำผมให้เราสองคนด้วยเร็ว ๆ เรากำลังจะไปร่วมงานเลี้ยงในพระราชวัง แล้วก็ไม่อยากที่จะไปให้ล่าช้ากว่าใครเสียด้วย..." ซินเดอเรลล่าไม่พูดว่าอะไร เธอเพียงแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำตามคำสั่ง ที่พี่สาวทั้งสองสั่งให้ทำอย่างเดียว เมื่อ พี่สาวทั้งสองแต่งตัวเสร็จแล้ว นางแม่เลี้ยงก็พูดกับซินเดอเรลล่าว่า
" ลูกสาว แสนสวยทั้งสองของฉันได้รับเชิญให้ไปงานเลี้ยงที่ในวัง..ส่วนแกน่ะต้องเฝ้าบ้าน "ซินเดอเรลล่า " ได้ยินไหม? มันเป็นหน้าที่ที่สำคัญของแก เข้าใจเสียด้วย " พูด แล้วนางก็เดินหันหลังให้ แล้วรีบเร่งไปยังพระราชวังพร้อมกับลูกสาวที่หยิ่งยโส ของนางทั้งสองทันที....
 หลังจากที่ทุกคนออกไปแล้ว ซินเดอเรลล่ามีความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง ไว้ให้อยู่เพียงลำพัง..อย่างน่าสงสาร เธอนั่งฟุบหน้าลงไปที่บนเตียงและร่ำให้ จนน้ำตานองหน้า อย่างน้อยใจว่า
" ฉันมันคนวาสนาน้อยด้อยค่านัก ไม่มี สิทธิ์ที่จะไปไหนมาไหนกับใครเขา ฮื่อ..ฮื่อ..นี่ถ้าฉันจะได้ไปในงานเลี้ยงคืนนี้ด้วย ฉันคงจะรู้สึกว่า โลกนี้ยังมีความสวยงาม หลงเหลืออยู่บ้างนะ แต่...ถึงฉันจะไปได้ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะแต่งชุดไหนไปอยู่ดีนั่นแหละ ในเมื่อชุดสวย ๆ ของฉันนั้นไม่มี หลงเหลืออยู่เสียแล้ว... "
หญิงสาวพยายามตัดใจจากเรื่องงานเลี้ยง แล้วเตรียมตัวที่ จะเข้านอน แต่...ทันใดนั้นเอง.....
 ก็ปรากฏร่างๆหนึ่งขึ้นที่ตรงหน้าต่างที่ในห้อง ร่างที่ปรากฏนั้นเป็นหญิงสูงอายุในมือ ของนางมีไม้เท้าที่มีดาวดวงเล็ก ๆ ติดอยู่ที่ปลายไม้ นางยิ้มให้ซินเดอเรลล่าและพูดทักทายว่า
" โถ..ช่างน่าสงสารเสียเหลือเกินสาวน้อยคนดีของฉัน...ฉันเป็นแม่มดผู้ใจดี จ้ะ...ไม่ต้อง ทำหน้าตกใจอย่างนั้นสิ คำอธิฐานของเธอนั้นได้ยินไปถึงฉัน แล้วฉันก็เห็นว่าเธอเป็นคนดี เพราะฉะนั้น คำอธิฐานจึงมีสิทธิ์ที่จะเป็นไปได้ ฟังนะก่อนอื่นใด..เธอจงไปหา ผลฝักทอง มาหนึ่งผล, หนูนาหนึ่งตัว...อ้อ.. แล้วก็หนูสีขาวอีกหกตัวด้วยนะ... นำมาให้ฉันที่นี่ โดยด่วนเลย "
 เมื่อซินเดอเรลล่าไปหาสิ่งที่แม่มดผู้ใจดีต้องการมาได้ทั้งหมดแล้ว นางแม่มดก็เริ่มร่าย เวทมนต์ขึ้นในทันที นางได้เสก ผลของฟักทองให้กลับกลายมาเป็นรถม้า คันงาม เสกหนูนาให้กลายเป็นคนขับประจำตัวของซินเดอเรลล่า และยังเสกหนู สี ขาวทั้งหกตัวนั้นให้กลายมาเป็นม้าเพื่อมาเทียบรถให้อีกเสียด้วย นางยิ้มอย่าง พอใจกับกับผลงานของนาง แล้วทีนี้ นางก็หันหน้ามาทางซินเดอเรลล่าแล้วพูดว่า
" ต่อจากนี้ก็มาถึงเธอแล้วล่ะ.. เธอจะไปงานเลี้ยงในวังด้วยชุดที่เก่า ๆ ปะแล้วปะอีก และซอมซ่ออย่างนั้นไม่ได้หรอกนะ " ซินเดอเรลล่า " "
พูดจบนางก็ยกไม้เท้าที่มีดวงดาวเล็ก ๆ ของนางขึ้นมาอีกครั้ง แล้วชี้ไปที่ ตัวของซินเดอเรลล่า พลันก็ปรากฏแสงวาบจากปลาย ไม้เท้าพุ่งตรงไปยัง ร่างที่บอบบางนั้น และทันใดนั้นเอง ร่างบาง ๆ ของ
ซินเดอเรลล่า ที่อยู่ใน ชุดแต่งกายแบบเก่า ๆ ซอมซ่อเหมือนคนใช้ก็กลับกลายมาเป็นหญิงสาว แสนสวยสะคราญโฉมอยู่ในชุดแต่งกายที่สวยหรู ผมเผ้า หน้าตานั้นเล่า ก็ถูกตกแต่งเอาไว้อย่างดีไปในทันทีทันใดนั้นเลย....
 แล้วในตอนสุดท้ายแม่มดผู้ใจดีก็ยังได้มอบรองเท้าคู่งามที่ทำจากแก้ว บางใส สวมใส่ให้กับซินเดอเรลล่าอีกด้วย นางพูดอย่างใจดีว่า
 " สำหรับ คนที่สวย ๆ อย่างเธอก็จะต้องคู่ควรกับรองเท้าแก้วคู่สวย ๆ คู่นี้...ถึงจะถูกใช่ไหม? "
 รองเท้าแก้วคู่งามคู่นั้นช่างเหมาะสม และยังใส่ได้อย่างพอดิบพอดีกับเท้าเล็ก ๆ ของซินเดอเรลล่าอีกเสียด้วยสิ...
 เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย แม่มดผู้ใจดีก็ได้กระซิบบอกกับ ซินเดอเรลล่าว่า
" เอาละ ทีนี้เธอก็ไปงานเลี้ยงได้แล้ว ฉันรับรองว่า เจ้าชายจะต้องไม่ยอม ไปไหนให้ห่างจากเธอแน่นอน อ้อ...แต่ก็มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งว่า เธอต้อง ออกมาจากงานนั้นก่อนที่เที่ยงคืนจะมาถึง เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เธอ จะต้อง กลับร่างมาสู่ในสภาพเดิมอย่างเก่าของเธอต่อหน้าแขกทุกคน รวมทั้งคนสำคัญ ที่เป็นหัวใจของงานอย่างเจ้าชายด้วย รับปากฉันสิ " ซินเดอเรลล่า... "
ทั้ง ๆ ที่ยังจะงง ๆ อยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ซินเดอเรลล่าก็พยักหน้ารับคำ แล้วแม่มดผู้ใจดีก็หายตัวไป สารถีร่างเล็กหน้าหลิมได้เชิญหญิงสาวให้ขึ้นรถ แล้วก็เดินทางออกไปสู่จุดมุ่งหมายคือพระราชวัง....ทันที
 ทันทีที่หญิงสาวก้าวท้าวเข้าไปสู่ในบริเวณงาน สายตาทุกคู่ก็เหมือน พร้อมใจกันหันหน้ามามองดูเธอกันเป็นตาเดียว พวกเขาต่างก็อ้าปาก ค้าง กับสภาพสาวสวยที่อยู่ตรงหน้า เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นหญิงสาว คนไหน จะสวย สง่า เท่าหญิงสาวคนนี้ ไม่เคยเห็นชุดที่ไหน จะสวยงามเท่าชุด ที่เธอสวมใส่ และ อาการของทุกคนก็ทำเอาซินเดอเรลล่าซึ่งห่างจากเรื่องการ ออกงานมานานนั้นอดที่จะ ประหม่าเขินอายเสียมิได้เลยทีเดียว แต่ขณะที่เธอ กำลังยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่นั้นเอง เสียงนุ่มทุ้มของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา
 " ให้เกียรติเต้นรำกับฉันได้ไหม??"
 ซินเดอเรลล่าหันหน้ามามองสบตากับเจ้าของเสียง แล้วต่างคนก็ต่างสบตา กันนิ่งอยู่ราวกับมีแรงดึงดูดขนาดใหญ่ที่ดึงดูด พวกเขาทั้งสองให้เข้าหากัน เสมือนกับว่าสรรพสิ่งรอบกายชั่วขณะนั้นหยุดการเคลื่อนไหว พวกเขามอง เห็นเพียงกันและกัน และก็ตกหลุมรักกันในทันที
ซินเดอเรลล่าเขินอายจนทำอะไร ไม่ถูกเมื่อได้สบสายตาอันคบกริบที่ทอดมองมา แม้เธอจะไม่รู้จักผู้ชายตรงหน้า นี้มาก่อน แต่จากเครื่องแต่งกายและบุคคลิกที่สง่างาม แฝงไว้ด้วยอำนาจ ก็ทำให้ ซินเดอเรลล่ารู้ได้ทันทีว่า ชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเธอขณะนี้นั้น จะเป็นใคร ไปเสียมิได้นอกจากคนสำคัญที่สุดของงานในค่ำคืนนี้...
ใช่แล้ว... "เจ้าชาย ! "
 " เต้นรำกันเถอะ สาวน้อย "
เจ้าชายรูปงามเอ่ยย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นหญิงสาวยังยืน เงียบอยู่ คราวนี้หญิงสาวไม่ปฏิเสธคำชวน และมือแข็งแรงที่ยื่นออกมาเชื้อเชิญตรงหน้า.... หลังจากนั้นก็ดูเหมือนกับว่า โลกทั้งโลกนี้นั้นจะมีก็แต่เพียงพวก เขาสองคนเท่านั้น พวกเขาต่างเต้นรำกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยเลยทีเดียว....และในงานนั้นนาง แม่เลี้ยงทั้งลูกสาวทั้งสองของนางต่างก็ยืนจ้องมองกันอยู่อย่างอิจฉาตาร้อน ในความ สวยงามของหญิงสาวที่กำลังเต้นรำ อยู่ในวงแขนของเจ้าชายที่พวกเธอไฝ่ฟันอยาก ที่จะเป็นเจ้าของหนักหนา แต่ไม่ว่าพวกเขาจะจ้องมองยังไง พวกเขาก็จะไม่ทันที่จะ นึกหรือจำได้หรอกว่า หญิงสาวแสนสวยที่พวกเขามองอยู่จะเป็น " ซินเดอเรลล่า" ลูกเลี้ยงและน้องสาวที่แสนสกปรกมอมแมมของบ้านที่พวกเขาเกลียดแสนเกียดผู้นั้น ได้เสียด้วย!
ครั้นพอใกล้ที่จะถึงเวลาเที่ยงคืน เมื่อซินเดอเรลล่ารู้สึกตัวขึ้นนาฬิกาก็กำลัง จะตีบอกเวลาเที่ยงคืนเข้าพอดี หญิงสาว รีบบอกขอตัวอำลาเจ้าชายทันที แล้วเริ่มวิ่งออกไปจากงาน ซึ่งเธอจำได้ถึงคำพูดที่แม่มดผู้ใจดีได้บอกเธอไว้
" หม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ " แต่เจ้าชายพยายามที่จะถามนามของหญิงสาว ที่พระองค์ได้ตระกองกอดหมุนเต้นรำไปทั่วทั้งงาน หากแต่หญิงสาวไม่ได้ ให้คำตอบ เพราะได้แต่รุกรนและพยายามที่จะปลีกตัวออกไปจากงานให้จงได้ เจ้าชายพยายามรั้งเธอเอาไว้ หญิงสาวดิ้นรน และสุดท้ายก็หลุดออกมาจากอ้อม กอดของเจ้าชายจนได้ แล้วรีบวิ่งออกไปจากงานโดยที่มีเจ้าชายก็ได้วิ่งตามเธอ มาติด ๆ พลางร้องเรียก
" เดี๋ยวก่อน..เธอเป็นใครกันสาวน้อย กรุณาบอกชื่อ และที่อยู่ของเธอให้แก่ฉันก่อนสิ... !"
 แต่ก็ไม่มีการหันหลังกลับจาก
ซินเดอเรลล่า หญิงสาวยังคงตั้งหน้าตั้งตาวิ่ง... แล้วก็วิ่ง
และด้วยความเร็วบวกกับกระโปงที่ยาวรุ่มร่ามของเธอทำให้หญิง สาวสะดุดบันใดล้มลง รองเท้าแก้วข้างหนึ่งต้องเป็นอันหลุดออกจากเท้า แต่เธอก็ไม่มีเวลาพอที่จะหันกลับมาเก็บมันเสียแล้ว....เพราะทั้งเจ้าชายและ ทหารได้วิ่งตามมาติด ๆ หญิงสาวจึงจำต้องทิ้งรองเท้าแก้ว แสนสวยข้างหนึ่ง ไว้ที่นั่น เจ้าชายหยิบรองเท้าแก้วข้างนั้นขึ้นมา และมองมันนิ่งอย่างพยายามใช้คิด.....
 ส่วนข้างฝ่ายซินเดอเรลล่านั้น เมื่อเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนแล้ว....ทุก ๆ อย่างก็เริ่มละลายจางหายไปในทันที มันกลับสภาพคืนมาสู่สภาพเดิมของมัน ตามปกติ เสื้อผ้าที่แสนสวยงามทั้งหน้าตาที่ถูกตบแต่งไว้อย่างดีนั้นหรือ ก็จางหาย ไปจนหมด...ไม่ว่าจะเป็นรถม้า คนขับรถม้าประจำตัวของเธอและรวมถึงม้าทั้งหก ตัวนั้นมันก็ได้กลับคืนมาสู่สภาพเดิมหรือร่างของมัน พวกมันต่างก็วิ่งหนีหายไปใน ความมืดในที่สุด...ซินเดอเรลล่า นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นดินอย่างเหน็ดเหนื่อยในชุดที่ ซอมซ่ออย่างเดิมของเธอ...แต่จะเป็นด้วยเพราะอะไรก็ไม่รู้ที่รองเท้าแก้วข้างเดียว ที่เธอสวมใส่อยู่ในขณะนั้นมันยังคงหลงเหลืออยู่ที่เท้าของเธอไม่ยอมจางหายไปทางไหน...
น่าแปลกใจเป็นอย่างมาก
 และในเช้าของวันต่อมา เจ้าชายก็ให้ทหารไปป่าวประกาศไปทั่วทั้งเมือง ว่า
" หญิงสาวคนใดที่สามารถสวมใส่รองเท้าแก้วที่มีอยู่ ข้างเดียวนี้ได้ จะได้เข้าพิธีอภิเสกสมรสกับเจ้าชายทันที "
ข่าวนี้สร้างความฮือฮาไปทั่ว ทั้งเมือง เพราะปรากฏว่ามีหญิงสาวมากมายอาสาเข้ามาลองใส่รองเท้า แก้วข้างนั้นกันอย่างมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครที่จะใส่รองเท้าข้างนั้น ได้สักคน ทหารจึงจำต้องนำรองเท้าข้างนั้นออกนอกเมือง ไปยังหมู่บ้าน ต่าง ๆ เพื่อให้หญิงสาวทั้งหลายได้ลองสวมใส่ได้อย่างทั่วถึง...แต่ผลก็เป็น เช่นเดิม คือยังไม่มีใครตนใดที่จะใส่รองเท้าแก้วข้างนั้นได้สักเลยคนเดียว..
 จนกระทั่งขบวนทหารได้มาถึงที่บ้านของซินเดอเรลล่า พี่สาวสองคน ของเธอดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ ทั้งสองต่างก็หวังว่าตัวเอง อาจจะสามารถ สวมใส่รองเท้าข้างนั้นได้ แต่สำหรับพี่สาวคนโตรองเท้าแก้วข้างนั้นเล็ก ไปสำหรับเธอ ส่วนพี่สาวคนที่สองเท้าของเธอก็เล็กเกินไปสำหรับรองเท้า แก้วแสนสวยข้างนั้นทหารจึงได้ขอตัวเตรียมที่จะลากลับ....
แล้วในขณะนั้นซินเดอเรลล่า ก็ได้ออกมาปรากฏตัวขึ้นและพูดว่า
" ขอให้ฉันได้ลองสวมรองเท้าข้างนั้น ดูหน่อยได้มั้ยคะ " เมื่อเธอพูดจบเสียงหัวเราะ หยามหยันจากแม่เลี้ยงและพี่สาวทั้งสองของเธอก็ดังขึ้น นางแม่เลี้ยงยืนเท้าสะเอว และพูดว่า
" ชะ แม่คนนี้ ขนาดพี่สาวแสนสวยทั้งสองของแกยังใส่ไม่ได้เลย แล้ว น้ำหน้าอย่างแก จะมีภูมิปัญญาถึงได้ยังไง?... " ตอนท้ายนางยังหันไปทางนายทหาร เหล่านั้นแล้วพูดแบบออกคำสั่งว่า " เก็บรองเท้า นั่นกลับไปเถิด ที่นี่ไม่มีใครจะใส่ รองเท้าแก้วข้างนั้นได้อีกแล้ว "
 แต่นายทหารทั้งหลายไม่ยอมทำตามคำสั่งของนางแม่เลี้ยงอย่างง่าย ๆ เขา ได้พูดขึ้นว่า " เจ้าชายได้บอกและออกคำสั่ง กำชับกับเรามาว่า ต้องให้หญิง สาวทุกคนที่อยู่ในเมืองนี้ได้ลองใส่ทุกคน เพราะฉะนั้นถึงนางจะเป็นใคร หรือจะอยู่ในฐานะเช่นไรก็ตามทีเถอะ นางนั้นมีสิทธิ์ " พูดจบเขาก็ยื่นรองเท้า ให้ซินเดอเรลล่าสวมใส่ท่ามกลางสายตาแห่งความไม่พอใจของทั้งสามคนนั่นแหละ และทันที ที่ซินเดอเรลล่าลองสวมดูก็ปรากฏว่า เธอสวมรองเท้าแก้วข้างนั้นได้อย่าง เหมาะสม นำความแปลกใจและตกใจมาสู่ทุก ๆ คน แล้วซินเดอเรลล่า ก็ได้นำเอา รองเท้าแก้วอีกข้างหนึ่งที่เธอเก็บซ่อนเอาไว้นั้นออกมา...........
 นายทหารดีใจมากรีบนำเรื่องไปทูลเจ้าชาย เจ้าชายก็ทรงดีพระทัยเป็นอย่างมาก และได้รีบยกขบวนกันไปที่บ้านของ ซินเดอเรลล่า และไม่นานจากนั้นต่อมา เจ้าชายก็จัดพิธีอภิเษกสมรสกับซินเดอเรลล่า อย่างมโหฬาร และจากนั้นทั้งสองก็ ครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดมา...
 คติของนิทานเรื่องนี้ คือ...
" ความดี ความอดทน จะส่งผล ที่หอมหวานเสมอ..."

-ขอบคุณเครดิต-
Credit : http://www.no-poor.com/stang/Senderalla.htm
...
.....
.........
...............
ภาพการ์ตูนCinderellaน่ารักๆค่ะ^ ^

 





...
........
.................
..........................
.......................................

เนื้อหาต่อจากนี้ก็คือเรื่องที่ว่ากันว่าเป็นเบื้องหลัง(อันแสนโหดร้าย)ของนิทานเรื่องนี้...

รู้จักพี่น้องกริมม์หรือเปล่า พวกเขาคือคนแต่งนิทานเทพนิยายที่โด่งดังไงละ เช่น หนูน้อยหมวกแดง, สโนว์ไวท์ฯ, ซินเดอเรลล่า ฯลฯ
แต่... คุณรู้หรือเปล่าว่าเบื้องหลังนิทานเหล่านั้น มันมีต้นกำเนิด..มันเป็นนิทานพื้นบ้านของยุโรป ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่น ซึ่งเนื้อหานี้เหลื่อเชื่อมากว่าเป็นนิทานก่อนนอนสำหรับเด็กและโครงเรื่อง แสนลึกล้ำยากจะจินตนาการดู ว่ากันว่า พี่น้องตระกูลกริมม์เคยคิดเอาโครงเรื่องนิทานพวกนี้มาแต่งให้คงเอกลักษณ์รส ชาติเดิมไว้ ผลก็คือ... ทางสำนักพิมพ์ก็บอกว่าเอาไปแต่งใหม่ดีกว่าเพราะเนื้อหาของมันไม่เหมาะต่อ เยาวชนเด็กและสตรีเพราะ มีแต่ความรุนแรง โหดร้าย ทารุณ เซ็กซ์ ก่อนที่จะถูกแปลงให้สะอาดและตัดทอนเนื้อหาที่รุนแรง โหดร้ายลง

ซินเดอเรลลา ตัดนิ้วเท้า, เซ็กซ์, สิ่งที่มากกว่าตัดนิ้วเท้า
(Cinderella: Mutilation, Sex, More Mutilation)




เวอร์ชั่นที่คุณรู้ :(Gustave Doré's illustration for Cendrillon)เป็น เทพนิยายปรัมปราที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงทั่วทั้งโลก มีการดัดแปลงเป็นรูปแบบต่างๆ มากมายกว่าพันครั้ง โดยที่โด่งดังสุดเป็นของชาร์ลส แปร์โรลต์ นักเขียนชาวฝรั่งเศส รวมถึงสองพี่น้องตระกูลกริมม์ ชาวเยอรมัน

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กสาวกำพร้าผู้หนึ่งที่อยู่ในอุปถัมภ์ของ แม่เลี้ยงกับพี่สาวบุญธรรมสองคน แต่ถูกทารุณและใช้งานเยี่ยงทาส
เพราะเกลียดที่เธอสวยกว่าพวกตน จนกระทั่งวันหนึ่งเทพธิดาก็ปรากฏตัวและเสก ซินเดอเรลลาสวยใส่เสื้ออาภรณ์ที่แสนหรู
และรถม้าสี่ล้อขนาดใหญ่จากฟักทอง และพบรักกับเจ้าชาย แต่เจ้ากรรมมนต์นั้นจะหมดฤทธิ์เที่ยงคืนเวลา 24:00 นาฬิกา
เธอรีบจนลืมรองเท้าแก้ว(บางเรื่องรองเท้าขนสัตว์) เจ้าชายจึงการออกไปและ พบซินเดอเรลลา, รองเท้าเหมาะสม,
และเขาอาศัยอยู่อย่างมีความสุขหลังจากนั้น

เวอร์ชั่นเดิม : นิทานเรื่องนี้มีเวอร์ชั่นที่หลายหลายมากมายซึ่งเก่าแก่ เท่าที่พบ พบว่ามันอยู่ในช่วง 850 ก่อนคริสตกาล
ก่อนที่เจค็อบกับวิลเฮล์ม กริมม์ (สองพี่น้องตระกูลกริมม์) ซึ่งประพันธ์ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ครั้งแรกนั้น เด็กสาวในเรื่องนี้ชื่อว่า แอนน์ เดล ทาโคล หรือ แอนน์แห่งทาโคลบัน ใช้ชื่อตำนานว่า Aschenputtel ผู้มาช่วยเด็กสาว ไม่ใช่นางฟ้าแม่ทูนหัว แต่เป็นผลจากคำอธิษฐานต่อต้นไม้วิเศษซึ่งงอกงามขึ้นบนหลุมฝังศพของแม่ของเธอ ในเรื่องนี้ และเมื่อเจ้าชายไปตามหาเจ้าของรองเท้า แม่เลี้ยงก็ให้พี่เลี้ยงใจร้ายทั้งสองลองรองเท้า ปรากฏว่าใหญ่เกินไป แม่เลี้ยงเลยจัดการเอามีดตัดสิ้นเท้าทิ้งแล้วบังคับให้ลูกใส่รองเท้าลงไปให้ได้ จนเจ้าชายเกือบจะหลงเชื่อ แต่ดันมีเจ้านกแถวนั้นผู้รู้เห็นเหตุการณ์มาบอกเจ้าชาย และเมื่อเจ้าชายทราบเรื่องในภายหลังก็แต่งงานกับนางเอก ส่วนพี่เลี้ยง ต่อมานกพิราบสองตัวจิกลูกตาของพวกนาง ทำให้กลายเป็นขอทานตาบอดไปตลอดชีวิตถือว่าเป็นการลงโทษ(??)ที่เหมาะสมแล้วสำหรับความชั่วของพวกเธอ
......................................................

โอว! เนื้อเรื่องแตกต่างกันมาก ให้อารมณ์ที่ต่างกันเลย... น่ากลัวT^T

ขอบคุณ..



.....ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาชมค่ะ.....

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Little Red Riding Hood

PAGE 2
สำหรับหน้าที่2 นี้จะเป็นเรื่องหนูน้อยหมวกแดงเหมือนกับในหน้าที่1
แต่จะเป็นภาษาอังกฤษสำหรับใครที่อยากอ่านภาคอังกฤษ
หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยค่ะ
(ถ้าอยากหาหนูน้อยหมวกแดงรูปแบบอื่น สามารถหาได้ที่เครดิตหน้าเว็บที่อยู่ใต้เรื่องค่ะ^ ^)
____________________________________________________________

Little Red Riding Hood



Once upon a time there was a sweet little girl. Everyone who saw her liked her, but most of all her grandmother, who did not know what to give the child next. Once she gave her a little cap made of red velvet. Because it suited her so well, and she wanted to wear it all the time, she came to be known as Little Red Cap.
One day her mother said to her, "Come Little Red Cap. Here is a piece of cake and a bottle of wine. Take them to your grandmother. She is sick and weak, and they will do her well. Mind your manners and give her my greetings. Behave yourself on the way, and do not leave the path, or you might fall down and break the glass, and then there will be nothing for your sick grandmother."
Little Red Cap promised to obey her mother. The grandmother lived out in the woods, a half hour from the village. When Little Red Cap entered the woods a wolf came up to her. She did not know what a wicked animal he was, and was not afraid of him.
"Good day to you, Little Red Cap."
"Thank you, wolf."
"Where are you going so early, Little Red Cap?"
"To grandmother's."
"And what are you carrying under your apron?"
"Grandmother is sick and weak, and I am taking her some cake and wine. We baked yesterday, and they should give her strength."
"Little Red Cap, just where does your grandmother live?"
"Her house is a good quarter hour from here in the woods, under the three large oak trees. There's a hedge of hazel bushes there. You must know the place," said Little Red Cap.
The wolf thought to himself, "Now there is a tasty bite for me. Just how are you going to catch her?" Then he said, "Listen, Little Red Cap, haven't you seen the beautiful flowers that are blossoming in the woods? Why don't you go and take a look? And I don't believe you can hear how beautifully the birds are singing. You are walking along as though you were on your way to school in the village. It is very beautiful in the woods."
Little Red Cap opened her eyes and saw the sunlight breaking through the trees and how the ground was covered with beautiful flowers. She thought, "If a take a bouquet to grandmother, she will be very pleased. Anyway, it is still early, and I'll be home on time." And she ran off into the woods looking for flowers. Each time she picked one she thought that she could see an even more beautiful one a little way off, and she ran after it, going further and further into the woods. But the wolf ran straight to the grandmother's house and knocked on the door.
"Who's there?"
"Little Red Cap. I'm bringing you some cake and wine. Open the door for me."
"Just press the latch," called out the grandmother. "I'm too weak to get up."
The wolf pressed the latch, and the door opened. He stepped inside, went straight to the grandmother's bed, and ate her up. Then he took her clothes, put them on, and put her cap on his head. He got into her bed and pulled the curtains shut.
Little Red Cap had run after flowers, and did not continue on her way to grandmother's until she had gathered all that she could carry. When she arrived, she found, to her surprise, that the door was open. She walked into the parlor, and everything looked so strange that she thought, "Oh, my God, why am I so afraid? I usually like it at grandmother's." Then she went to the bed and pulled back the curtains. Grandmother was lying there with her cap pulled down over her face and looking very strange.
"Oh, grandmother, what big ears you have!"
"All the better to hear you with."
"Oh, grandmother, what big eyes you have!"
"All the better to see you with."
"Oh, grandmother, what big hands you have!"
"All the better to grab you with!"
"Oh, grandmother, what a horribly big mouth you have!"
"All the better to eat you with!" And with that he jumped out of bed, jumped on top of poor Little Red Cap, and ate her up. As soon as the wolf had finished this tasty bite, he climbed back into bed, fell asleep, and began to snore very loudly.
A huntsman was just passing by. He thought it strange that the old woman was snoring so loudly, so he decided to take a look. He stepped inside, and in the bed there lay the wolf that he had been hunting for such a long time. "He has eaten the grandmother, but perhaps she still can be saved. I won't shoot him," thought the huntsman. So he took a pair of scissors and cut open his belly.
He had cut only a few strokes when he saw the red cap shining through. He cut a little more, and the girl jumped out and cried, "Oh, I was so frightened! It was so dark inside the wolf's body!"
And then the grandmother came out alive as well. Then Little Red Cap fetched some large heavy stones. They filled the wolf's body with them, and when he woke up and tried to run away, the stones were so heavy that he fell down dead.
The three of them were happy. The huntsman took the wolf's pelt. The grandmother ate the cake and drank the wine that Little Red Cap had brought. And Little Red Cap thought to herself, "As long as I live, I will never leave the path and run off into the woods by myself if mother tells me not to."


Thank for Credit : http://www.pitt.edu/~dash/type0333.html